ซึ่งอาจเปิดทางให้ผู้โจมตีเข้ายึดอุปกรณ์เครือข่าย ขโมยข้อมูลรับรองของผู้ดูแลระบบ แทรกซึมเข้าสู่เครือข่ายภายในองค์กร และเปลี่ยนอุปกรณ์ให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการโจมตีได้
ผลการวิจัยในหัวข้อ “Zero Day Provisioning” ถูกนำเสนอในงาน Black Hat USA 2026 โดยชี้ให้เห็นว่า จุดอ่อนสำคัญไม่ได้อยู่ที่อุปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ความเชื่อถือ” ระหว่างอุปกรณ์กับระบบจัดการผ่านคลาวด์ ซึ่งเป็นหัวใจของการติดตั้งและตั้งค่าอุปกรณ์แบบอัตโนมัติ
Zero-Touch Provisioning หรือ ZTP เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถนำอุปกรณ์ใหม่ เช่น เราเตอร์ สวิตช์ เกตเวย์ และ Access Point มาเชื่อมต่อเข้าระบบได้ทันที โดยอุปกรณ์จะค้นหา Controller ยืนยันตัวตน รับค่าคอนฟิก และอัปเดตเฟิร์มแวร์โดยอัตโนมัติ ไม่จำเป็นต้องตั้งค่าทีละเครื่อง
อย่างไรก็ตาม Forescout พบว่ากระบวนการดังกล่าวมีช่องโหว่หลายจุด ทั้งการตรวจสอบตัวตนที่ไม่รัดกุม การจัดการข้อมูลรับรองที่ไม่ปลอดภัย การใช้กุญแจเข้ารหัสและใบรับรอง (Certificate) ที่ฝังไว้ในระบบ รวมถึงการตรวจสอบใบรับรองดิจิทัลที่ไม่เข้มงวดเพียงพอ
ผลลัพธ์คือ: ผู้โจมตีอาจปลอมตัวเป็นอุปกรณ์หรือเซิร์ฟเวอร์ที่เชื่อถือได้ ดักรับข้อมูลที่ควรเข้ารหัส หรือหลอกให้อุปกรณ์เชื่อมต่อกับระบบปลอมแทนระบบจริง
นอกจากระบบ Omada แล้ว ช่องโหว่บางส่วนยังกระทบผลิตภัณฑ์ Festa, ระบบกล้องวงจรปิด VIGI, บริการคลาวด์ของ TP-Link และแอปพลิเคชันบน Android ได้แก่ Tapo, Kasa, Omada และ Tether
นักวิจัยระบุว่า แนวทางโจมตีที่อันตรายที่สุดเกิดขึ้นก่อนที่อุปกรณ์จะถูกเพิ่มเข้าสู่ระบบขององค์กรอย่างสมบูรณ์
ผู้โจมตีสามารถคาดเดาหมายเลขซีเรียลของอุปกรณ์ ซึ่งถูกกำหนดเรียงลำดับอย่างต่อเนื่อง จากนั้นดึงข้อมูลอุปกรณ์ที่กำลังรอการเชื่อมต่อกับระบบคลาวด์ และปลอมแปลง MAC Address ให้ตรงกับอุปกรณ์เป้าหมาย
เมื่ออาศัยช่องโหว่ CVE-2025-15630 ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการรับอุปกรณ์เข้าสู่ระบบผ่านคลาวด์ (Cloud Adoption Race Condition) ผู้โจมตีอาจได้รับข้อมูลการตั้งค่าที่ควรส่งไปยังอุปกรณ์จริงแทน
หากผสานกับช่องโหว่อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับรหัสผ่านเริ่มต้นและการจัดเก็บข้อมูลรับรองที่ไม่ปลอดภัย ผู้โจมตีอาจเข้าถึงข้อมูลสำคัญ เช่น บัญชีผู้ดูแลระบบ ค่าแฮชของรหัสผ่าน ข้อมูลประจำไซต์งาน และแม้แต่กุญแจหรือข้อมูลรับรองของระบบ VPN
Forescout ยังพบช่องโหว่บนเว็บอินเทอร์เฟซของ Omada Controller เช่น CVE-2025-9289 ซึ่งเป็นช่องโหว่ Cross-Channel Scripting และ CVE-2025-9292 ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายความปลอดภัยของเว็บ (Content Security Policy) ที่กำหนดสิทธิ์กว้างเกินไป
หากผู้โจมตีสามารถเข้าถึงระบบได้ อาจแทรกโค้ด JavaScript อันตราย หลอกให้ผู้ดูแลระบบกรอกข้อมูลเข้าสู่ระบบ และใช้บัญชีที่ขโมยมาเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าของอุปกรณ์ทั้งหมดที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการ
นักวิจัยเตือนว่า เมื่อช่องโหว่ชุดใหม่นี้ถูกนำไปใช้ร่วมกับช่องโหว่ Command Injection ของ TP-Link ที่เคยเปิดเผยก่อนหน้านี้ ได้แก่ CVE-2025-7850 และ CVE-2025-7851 ผู้โจมตีอาจสร้างเส้นทางโจมตีตั้งแต่การค้นหาอุปกรณ์ที่เปิดใช้งานบนอินเทอร์เน็ต ไปจนถึงการเข้าถึงเครือข่ายภายในองค์กรได้สำเร็จ